เรื่องนางแต่งอ่อน

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วที่เมืองนครศรี เจ้าเมืองนามว่าพระยาโกศรี มเหสีนามว่า ทองแดง มีโอรสนามว่า มหาวงศ์ ท้าวมหาวงศ์ชอบกีฬาชนไก่ วันหนึ่งไปต่อไก่ในป่ากับขุนสี่คน คือ ขุนเครือ ขุนคาน ขุนเค่ง และขุนทุ่มภู่ ได้ธิดาจระเข้ชื่อนางแตงอ่อน ผู้มีรูปกายเป็นมนุษย์มาเป็นมเหสี นางแตงอ่อนประสูติโอรส เมื่อท้าวมหาวงศ์ไปคล้องช้างในป่า นางจึงถูกหมู่มเหสีทั้งหลายเปลี่ยนโอรสของนางเป็นจระเข้ และโอรสจริงเอาไปลอยน้ำ เทพธิดาจึงนำไปเลี้ยงไว้บนสวรรค์ และตั้งชื่อว่า สุริยง

ส่วนนางแตงอ่อนถูกสามีขับไล่ออกจากเมืองเพราะประสูติโอรสเป็นจระเข้ นางแตงอ่อนกลับไปเมืองนาค พบกุมภาพี่ชายของตนปกครองเมืองนาคสืบต่อจากบิดาพี่ชายกุมภารู้ข่าวด้วยความสงสาร ได้มอบเมืองให้กอระกันผู้เป็นน้องชายปกครองส่วนตนกับแตงอ่อน ได้บวชเป็นฤาษีเพื่อเรียนวิชาไว้แก้แค้นมหาวงศ์ ซึ่งขับไล่น้องสาวตน

สุริยงได้ศึกษาวิชาการต่างๆ และได้ลงมาพบว่ามารดาตนถูกยักษ์ลักพาตัวไปจึงได้ตามมารดาคืน และรบกับยักษ์จนได้ชัยชนะสุริยงได้นางปทุมมา นางอินทะวงศ์ นางหยาดคำ และนางคำไหล เป็นภริยา ซึ่งยักษ์นั้นได้ลักพาตัวมาไว้และสุริยงก็ได้พามารดากลับบ้านเมืองและท้าวมหาวงษ์ได้ทราบความจริงว่านางแตงอ่อนถูกใส่ร้ายและสุริยงคือลูกของตนพ่อแม่ลูกได้พบกันแล้วเข้าใจกัน ทั้งสามคนจึงได้อยู่ด้วยกันอย่างสุขสันต์ในบั้นปลายชีวิต และครองคู่เมืองนครศรีสืบมา

เรียบเรียงข้อมูลโดยทีมงาน sbothai8.com

โสนน้อยเรือนงาม

ท้าวกาลศึกแห่งกรุงนพรัตน์  มีมเหสีชื่อนางประไพ  และพระโอรสชื่อวิจิตรจินดา  เมื่ออายุได้ 15 ปี พระวิจิตรจินดาลาบิดามารดาไปเที่ยวป่าและถูกพิษของพญานาคที่มาคายทิ้งไว้บนแท่นหินจึงสลบไป แก้ไขอย่างไรก็ไม่ฟื้น โหรทำนายว่าอีก 7 ปีเนื้อคู่ของพระองค์จะมารักษาจนหายครั้นเมื่อนางโสนน้อยมีอายุได้ 14 ปี  โหรทำนายว่านางมีกรรมจะต้องออกจากเมืองไป แล้วจะพบเนื้อคู่แต่จะได้รับความทุกข์ยาก  หากนางยังอยู่ในเมืองต่อไป  ท้าวหัศวิไชยและนางเกศสะณีจะสิ้นพระชนม์  นางโสนน้อยจึงออกเดินป่า  พระอินทร์สงสารนางจึงเอาของวิเศษคือยาชุบคนตายให้ฟื้นมาให้นาง วันหนึ่งนางโสนน้อยมาพบนางกุลาที่ถูกงูกัดตายจึงรักษาด้วยยาวิเศษจนฟื้น แล้วชวนเดินทางไปด้วยกัน กระทั่งถึงพลับพลาที่พระวิจิตรจินดาประทับ นางโสนน้อยใช้ยาวิเศษรักษาพระวิจิตรจินดาจน เห็นนางอยู่ในเรือนน้อยจึงอธิษฐานว่าหากเป็นเนื้อคู่กับนางขอให้เข้าไปในเรือนได้  นางกุลามาเห็นจึงคิดจะทำลายเรือนน้อย  พระวิจิตรจินดาจึงให้จับนางกุลาแล้วจึงรู้ความจริงว่าแท้จริงนางโสนน้อยเป็นคนรักษาตน  นางโสนน้อยจึงเล่าประวัติของนางให้ท้าวกาลศึก  นางประไพ  และพระวิจิตรจินดาฟัง  ต่อมานางโสนน้อยและพระวิจิตรจินดาลาท้าวกาลศึกไปเมืองโรมวิไสย เกิดพายุเรือแตกทั้งสองจึงพลัดกัน พระวิจิตรจินดาได้ไปอยู่กับพระฤาษี  ส่วนนางโสนน้อยขึ้นฝั่งและได้พบกับเงาะสองผัวเมียคือพัทธุลีและนางวันนาถูกเสือกัด  นางโสนน้อยมาช่วยไว้ทั้งสองจึงขอติดตามไปด้วย  จนพบยักษ์จัตุภักตร์ซึ่งหลงรักนาง และพานางไปไว้ในสวนกับตายาย

 

 

นิทาน ปู่สอนหลาน

นิทานพื้นบ้านมีอยู่คู่กับคนภาคอีสานมีอยู่มากมายเพราะนิทานเป็นเรื่องเล่าเรื่องแต่งที่มีข้อคิดอยู่ในเนื้อเรื่องไว้ให้ผู้ใหญ่คอยเล่าคอยสอนให้ลูกหลานและ เรื่องปู่ตั๋วหลาน ปู่โกหกหลานเป็นเรื่องราวนิทานพื้นบ้านจากคำบอกเล่าของ นายวัน ทองคำ ผู้ใหญ่บ้านคำเม็ก หมู่ที่ 5 ตำบลทุ่งแด้ อำเภอเมืองยโสธรครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ขณะที่กุดจี่สองตัวผัวเมียกำลังช่วยกันกลิ้งเบ้า ลูกดินกลมๆที่ห่อหุ้มไข่กุดจี่ไปตามทางผ่านหน้าหมาตัวหนึ่งหมาสงสัยก็ถามว่า จะพากันไปไหน กุดจี่ตอบว่า จะไปเมืองลังกากรุงลงกา ในเรื่องรามเกียรติ์หมาก็ยิ่งสงสัยว่า ไปทำอะไรหรือกุดจี่ตอบว่า ได้ข่าวว่าเมืองลงกาถูกหนุมานเผาเมืองไหม้วอดวายหมด รวมทั้งครกที่ตำอาหารก็ไหม้ จะเอาเบ้าไปทำครกถวายพระเจ้าเมืองลังกาหมายิ่งงงและถามไปอีกอย่างดูถูกดูแคลน ว่าจะไปถึงเร้อแล้วเบ้าแค่นี้จะทำครกได้อย่างไรกันกุดจี่ตอบทันควันว่า นี่กะว่าจะไปกินงายเมืองลังกาโน่นแหละวันนี้ หมายถึง จะไปให้ทันกินข้าวเช้า แล้วก้อนดินนี้จะปาดออกให้เป็นครก 3 ใบก็ได้ หมาได้ฟังก็งึดมาก งึดนี้ แปลว่า งงหรือแปลกใจอย่างสุดๆเลยตั้งแต่นั้นมาหมาไม่กินกุดจี่เลย โดยถือว่ากุดจี่มีความสามารถมากกว่าตัวเองซึ่งในความเป็นจริงแล้วหมาทุกตัวจะเมินไม่ยอมกินกุดจี่ ไม่ว่าจะตัวสด หรือคั่ว ทอดจนสุกแล้วก็ตาม ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าจริงๆแล้วจะเป็นเพราะหมาไม่ถูกกับกลิ่นขี้ควายหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้

นิทาน ตำนาน ขนทครก

ไอ้กะทิ หนุ่มน้อยแห่งดงมะพร้าวเตี้ย แอบมีความรักกับ หนูแป้ง สาวสวยประจำหมู่บ้านซึ่งเป็นลูกสาวคนเดียวของผู้ใหญ่บ้าน ทั้งคู่เจอกันวันลอยกระทง และสัญญากันต่อหน้าพระจันทร์ ไม่ว่าข้างหน้าแม้จะมีอุปสรรคขวางกั้นเพียงใด ทั้งคู่ก็จะขอยึดมั่นความรักแท้ที่มีต่อกันชั่วฟ้าดินสลายไอ้กะทิ ก้มหน้าก้มตาเก็บหอมรอมริบหาเงินเพื่อมาสู่ขอลูกสาวจากผู้ใหญ่บ้าน แต่กลับถูกปฏิเสธแถมยังโดนผู้ใหญ่ส่งชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือมาลอบทำร้าย แต่ไอ้กะทิก็ไม่ว่าอะไรผู้ใหญ่ยังให้ลูกสาวแต่งงานกับปลัดหนุ่มจากบางกอก ไอ้กะทิ รู้ข่าวจึงรีบกระเสือกกระสนหมายจะมายับยั้งการแต่งงานครั้งนี้ ซึ่งผู้ใหญ่บ้านก็วางแผนป้องกันไว้แล้ว โดยขุดหลุมพรางดักรอไว้ แต่แม่แป้งแอบได้ยินแผนร้ายเสียก่อน จึงลอบหนีออกมาหมายจะห้ามหนุ่มคนรักไม่ให้ตกหลุมพรางคืนนั้นเป็นคืนเดือนแรม หนูแป้งวิ่งฝ่าความมืดออกมาเพื่อดักหน้าไอ้กะทิ ไอ้กะทิเห็นหนูแป้งวิ่งมาก็ดีใจทั้งคู่รีบวิ่งเข้าหากัน ฉับพลันรุ่งเช้าผู้ใหญ่บ้านสั่งให้ขุดหลุมเพื่อดูผลงาน แทบไม่เชื่อสายตาเบื้องล่างปรากฏร่างของ ไอ้กะทิตระกองกอดทับร่างหนูแป้งลูกสาวของตน ทั้งสองนอนตายคู่กันอย่างมีความสุข เมื่อรอยยิ้มถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตา ผู้ใหญ่บ้านรำพึงต่อหน้าศพของลูกสาวว่าพ่อไม่น่าคิดทำลายความรักของลูกเลยตั้งแต่นั้นมาอนุสรณ์แห่งความรักที่กระทำสืบทอดกันมาจนเป็นประเพณี ทุกแรม ๖ ค่ำ เดือน ๖ ชาวบ้านที่ศรัทธาในความรักของไอ้กะทิ กับ แม่แป้ง ก็จะตื่นตั้งแต่เช้ามืด เข้าครัวเพื่อทำขนมที่หอมหวานปรุงจากแป้ง และกะทิ บรรจงหยอดลงหลุม พอสุกได้ที่ก็แคะจากหลุม แล้วนำมาวางคว่ำหน้าซ้อนกันเป็นสัญลักษณ์ว่า จะได้อยู่ร่วมกันตลอดไปขนมนี้จึงถูกเรียกขานกันในนาม ขนมแห่งความรัก หรือ ขนม คน-รัก-กัน ต่อมาถูกเรียกย่อ ๆ ว่า ขนม ค-ร-ก นั่นเอง

นิทาน คนขาย ปัญญา

สติปัญญาความรู้ ความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องนั้น มีการนำเอามาขายดังสินค้าต่าง ๆ เช่นปัจจุบันนี้ ดังนั้น ตลอดเวลาจะมีผู้นำเอาความรู้หรือเอาตัวปัญญานี้มาขายเสมอวันหนึ่งในเวลาบ่าย แดดร้อนจัดจนเป็นเปลว มีชายคนหนึ่งนำเอาปัญญามาขาย โดยบรรจุตัวปัญญาลงในกระทอจนเต็มแล้ว หาบผ่านเปลวแดดมาจนถึงประตูเมือง ครั้นจะเข้าไปทันทีก็เกรงว่าอากาศร้อน ๆ เช่นนี้จะทำให้อารมณ์ของตนเสียไปได้เขาจึงสอดส่ายสายตาดูร่มไม้ใหญ่บริเวณรอบๆ ในที่สุดก็มองเห็นร่มหว้าใหญ่ใบตก มีร่มแผ่กว้างน่าพัก เขาจึงแวะเข้าไปแล้ววางหาบตัวปัญญาที่นำมาขายลง แล้วเอนหลังหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน… จวบจนตะวันบ่ายคล้อยลง ความร้อนจึงค่อยบรรเทา ชายนั้นตื่นขึ้นแล้วไปล้างหน้าในสระน้ำใกล้กำแพงเมือง ตั้งใจว่าพอเสร็จธุระแล้วนำเอาตัวปัญญาเข้าไปเสนอขายในเมืองทันทีขณะที่เขาเตรียมจัดหาบเพื่อจะเข้าไปในเมืองอยู่นั้น พอดีมีหมู่คนประมาณ 4 – 5 คนออกจากประตูเมืองมา เมื่อมาถึงใต้ร่มหว้า ชายที่นำเอาตัวปัญญามาขายจึงร้องถามออกไปว่า ‘’พี่น้องทั้งหลาย ในพวกท่านมีใครบ้างไหมที่ต้องการซื้อเอาปัญญาไปไว้ใช้บ้าง ชาวบ้านเหล่านั้นหันหน้ามามองกัน คนหนึ่งในพรรคพวกจึงถามว่า ท่านเอ๋ย ปัญญานั้นมันเป็นเสมอแก้วสารพัดนึก ซึ่งจะลดบันดาลให้ท่านล่วงรู้และสามารถประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่าง ๆ ที่แปลก ๆ ใหม่ได้อีกมากมายโดยไม่รู้จักจบสิ้น ปัญญาจะช่วยให้บ้านเมืองที่ล้าหลังเจริญก้าวหน้าด้วยเหตุนี้เขาจึงยกเอาหาบปัญญาเดินหมุนกลับไปทางเดิม ไม่ยอมเอาตัวปัญญามาขายให้แก่ชาวเมืองนั้นเพราะเจ็บใจที่ถูกสบประมาทต่อหน้า เขาออกเดินทางไปเรื่อยๆ เป็นเวลานานจนกระทั่งไปพบคนผิวขาวได้แก่พวกฝรั่งนั่นเอง เขาจึงเอาตัวปัญญานี้นำออกไปขาย และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ชาวยุโรปเจริญรวดเร็ว สามารถคิดและประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ได้โดยไม่รู้จักจบสิ้น นอกจากนั้นยังมีการศึกษาเล่าเรียน ตลอดจนวิธีค้นคว้าซึ่งดีกว่าพวกเราเสียอีก

นิทาน พื้นบ้าน จันทโครพ

จันทโครพเป็นนิทานพื้นบ้านของไทยที่มีความสนุกสนานด้วยเนื้อเรื่องที่น่าสนใจและมีข้อคิดประจำใจหลายอย่างมีตัวละครที่ดำเนินเนื้อเรื่องหลายตัวส่วนจันโครพ มีฐานะเป็นเจ้าชาย ถูกโจรป่าทำร้ายระหว่างการเดินทางกลับเมือง เหตุเพราะไม่เชื่อฟังคำสั่งของอาจารย์จนทำให้เกิดเรื่องขึ้นเนื้อเรื่องย่อๆมีอยู่ว่าเจ้าชายจันทโครพแห่งเมืองพาราณสี เมื่อเขาเติบโตเป็นหนุ่ม ได้ออกแสวงหาอาจารย์เพื่อรำเรียนวิชา แล้วได้เจอกับพระฤๅษี ได้ร่ำเรียนวิชาจากท่านจนสำเร็จ จากนั้น จึงได้เดินทางกลับบ้านเมืองของตน แต่ก่อนที่จะออกเดินทางฤๅษีได้มอบผะอบแก้วให้แล้วสั่งกำชับว่าห้ามเปิดจนกว่าจะถึงบ้านเมือง แต่จันทโครพได้เสียสัตย์แอบเปิดผอบนั้นเสียก่อน ซึ่งในผะอบมีนางโมราได้ปรากฏตัวออกมา จันทโครพก็ได้พานางโมราเดินทางต่อไปแต่ ระหว่างทางได้พบกับโจรป่า ซึ่งเห็นนางโมราเข้าจึงคิดแย่งชิง จันทโครพก็ถูกโจรป่าฆ่าตายและนางโมราก็ยอมไปเป็นเมียโจรต่อมาพระอินทร์ก็ได้มาชุบชีวิตให้จันทโครพและบอกว่าเนื้อคู่จริงๆของเขาอยู่ทางทิศเหนือและสาปนางโมราให้เป็นชะนีร้องหาผัวส่วนจันทโครพเมื่อได้ฟังที่พระอินทร์บอกก็ได้เดินทางขึ้นเหนือแล้วได้เจอนางมุจลินทร์จากนั้นก็ได้เดินทางกลับบ้านเมืองระหว่างทางทั้งคู่ก็นอนหลับ นางยักษ์จึงนำตัวนางมุจลินทร์ไปฟาดกับต้นไม้แล้วเหวี่ยงไปสุดแรง จากนั้นก็ปลอมตัวเป็นนางมุจลินทร์ไปนอนข้างจันทโครพเมื่อถึงบ้านเมืองของตัวเองจันทโครพก็รู้ความจริงฆ่านางยักษ์ตายแล้วออกตามหานางมุจลินทร์จนพบ และตอนนั้นนางมุจลินทร์ได้คลอดบุตรชายชื่อจันทวงศ์ทั้งสามจึงอยู่กันอย่างมีความสุข

เรื่องพญาคันคาก

พญาคันคาก หรือ พญาคางคก เป็นวรรณกรรมนิทานพื้นบ้านที่ปรากฏอยู่อย่างแพร่หลายในการรับรู้ของชาวอีสานและล้านนามีชื่อรู้จักกันโดยทั่วไปว่า ตำนานพญาคันคาก แต่บางถิ่นก็อาจเรียกชื่อว่า ตำนานพญาคางคาก ธัมม์พญาคางคาก หรือพญาคันคากชาดก ในท้องถิ่นล้านนามีชื่อว่า คันธฆาฎกะ และสุวัณณจักกวัตติราช เป็นต้นมีข้อสังเกตว่า ตำนานพญาคันคาก เป็นเรื่องที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางในภาคอีสาน และมีบันทึกในเอกสารใบลานในแทบทุกจังหวัดพระกุมาร  พญาเอกราชเห็นประจักษ์ในบุญบารมีของพญาคางคก พระกุมารซึ่งลูก จึงยกราชสมบัติบ้านเมืองให้ครอบครอง

เมื่อพระกุมารได้ครองราชย์แล้ว เจ้าเมืองทั้งหลายในชมพูทวีปต่างก็มาขออยู่ภายใต้ ร่มบารมี แม้พวกพญาครุฑ พญานาค พญาหงส์ เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ เช่น ช้าง ม้า เสือ สิงห์ กระทิง แรด ลงไปถึงกบ เขียด อึ่งอ่าง คางคก ผึ้ง ต่อ แตน มด ปลวก ต่างก็พากันมาถวายตัวเป็นบริวารจนหมดสิ้น ทำความไม่พอใจให้พญาแถนเป็นยิ่งนัก พญาแถนจึงไม่ยอมให้พวกพญานาคลงเล่นน้ำ เป็นเหตุ ให้เกิดความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกลงมายังโลกมนุษย์เป็นเวลาหลายปี ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารเหี่ยวเฉา ตาย มนุษย์และเหล่าสัตว์ต่างพากันเดือดร้อน จึงไปทูลให้พญาคันคากทราบ พญาคันคากจึงไปยังเมืองบาดาลถามพวกนาคดู เมื่อรู้เหตุที่ทำให้ฝนแล้งแล้ว พญาคันคากจึงยกทัพอันประกอบไปด้วยมนุษย์ และเหล่าสัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกขึ้นไปทำสงครามกับพวกพญาแถน

พญาคันคากกับพญาแถน ได้ต่อสู้กันด้วยอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ เมื่อพญาแถน เห็นว่า จะเอาชนะพญาคันคากด้วยฤทธิ์เดชไม่ได้ จึงท้าให้ชนช้างกัน ในที่สุดพญาคันคากชนะ จึงจับพญาแถนและให้พญานาคจับมัดไว้ พญาแถนจึงขอยอมแพ้ และขอมอบถวายบ้านเมืองให้ และสัญญาว่าจะส่ง น้ำฝนลงมาให้ตามฤดูกาลดังเดิม และจะลงมาปลูกพันธุ์ข้าวทิพย์ลูกเท่ามะพร้าวให้ นับแต่นั้นเป็นต้นมา พอถึงฤดูกาลทำนา ฝนก็ตกลงมายังให้ความชุ่มชื้นแก่แผ่นดินเป็นประจำทุกปี

เรื่องดาวลูกไก่

ดาวลูกไก่ เป็นเรื่องที่นิยมเล่ากันอย่างแพร่หลายในภาคกลาง ภาคเหนือและภาคอีสาน ปัจจัยที่ทำให้การแพร่กระจายของนิทานเรื่องดาวลูกไก่ เป็นที่รู้จักกันโดยกว้างขวางและสืบทอดมาถึงปัจจุบัน คือ การนำสาระจากนิทานมาประพันธ์เป็นเนื้อเพลงในภาคเหนือ ช่างซอนิยมขับค่าวซอเรื่องดาววีไก่น้อยในงานชุมนุมหรืองานฉลอง งานประเพณี รวมทั้งงานบุญต่างๆ หรือขับร้องเพื่อสอนลูกหลานให้ประพฤติดี ไม่ทำชั่ว สอนเรื่องบาปบุญคุณโทษเรื่องดาวลูกไก่ อธิบายเหตุที่มาของชื่อ ดาวลูกไก่ และจำนวนดาวลูกไก่ที่มี ๗ ดวง เป็นเรื่องเล่าที่สอนเรื่องของความกตัญญู

เนื้อหาเมื่อนานมาแล้วมีตายายคู่หนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันและเลี้ยงแม่ไก่ไว้1ตัวกับลูก ๗ ตัว บ้านของตากับยายนั้นอยู่แถบชายป่าห่างจากหมู่บ้านมากพอสมควร ประกอบอาชีพด้วยการเก็บของป่าไปขาย อยู่มาวันหนึ่งในช่วงเวลาค่ำก็ได้มีพระธุดงค์1  รูป มาปักกลดอยู่ใกล้ๆบ้านของตากับยาย พอตายายรู้ก็คิดจะทำอาหารไปถวายพรุ่งนี้เช้า แต่ในบ้านไม่มีอะไรที่ทำอาหารได้เลยตาก็นึกถึงแม่ไก่ขึ้นได้ ก็ได้ปรึกษากับยายว่าถ้าเราเอาลูกไก่มาทำอาหารถวายพระก็คงจะไม่พอแต่ถ้าเอาแม่ไก่ทำก็คงจะพอและยังเลี้ยงลูกไก่ให้โตในวันข้างหน้าได้ด้วยจึงตัดสินใจจับแม่ไก่แต่บังเอิญแม่ไก่มาได้ยินพอดี แต่นึกถึงบุญคุณตายายเลยไม่คิดหนีแล้วกลับมาลาลูกๆหลังจากตายายจับแม่ไก่ไปฆ่าแล้ว ลูกไก่ก็กระโดดเข้ากองไฟเเพื่อให้ตายายผู้เลี้ยงดูแม่ไก่และลูกไก่มา ได้นำไปทำอาหารถวายพระธุดงค์ด้วยกุศลกรรมนี้ จึงทำให้วิญญาณของแม่ไก่และลูกไก่ไปเกิดเป็นกลุ่มดาวฤกษ์ ๗ ดวง ชื่อ “กัตติกา” บนท้องฟ้า

เรื่องตาม่องล่าย

ตาม่องล่าย เป็นเรื่องราวรักสามเส้าโศกนาฏกรรมระหว่างชาย 2 กับหญิง 1 คือ เจ้าลาย พระเจ้ากรุงจีน และนางยมโดย ซึ่งชายทั้งสองต่างหลงรักหญิงสาวคนเดียวกัน โดยมีปมปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกระทำของบิดา คือ ตาม่องล่าย และมารดา คือ นางรำพึง ซึ่งต่างก็ตกปากรับคำชายหนุ่มทั้งสองไว้ว่าจะยกลูกสาวให้โดยที่มิได้บอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ และเป็นเหตุบังเอิญที่ต่างก็กำหนดวันแต่งงานในวันเดียวกัน ความยุ่งยากจึงเกิดขึ้น กล่าวคือ ฝ่ายบิดาแก้ปัญหาด้วยการฉีกลูกสาวออกเป็น 2 ซีก เพื่อแบ่งให้แก่ชายหนุ่มทั้งสอง จึงเป็นเหตุให้นางเสียชีวิต หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ส่งผลหรือเป็นสาเหตุให้ตัวละครทุกตัวถึงแก่ชีวิตเช่นกันหลังจากนั้นก็ได้มีการปรากฏของชื่อสถานที่ต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องกับความรู้สึกของตัวละครต่างๆแทรกอยู่เนื้อเรื่องด้วยทำเหมือนว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว และสถานที่นั้นๆคอยเป็นพยาน

ตาม่องล่าย เป็นนิทานที่มีถิ่นกำเนิดมาจากทางภาคใต้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางของชาวบ้านในท้องถิ่นแถบบริเวณชายทะเลฝั่งอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดชุมพรยาวไปจนถึงจังหวัดตราด นิทานเรื่องนี้มีเนื้อหาที่อธิบายภูมิศาสตร์ของท้องถิ่นและอธิบายภูมินามต่างๆ ในจังหวัดต่างๆ บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทย เช่น เขาล้อมหมวก เขาช่องกระจกที่จังหวัดประจวบคิรีขันธ์, เกาะทะลุ เขาแม่รำพึง ที่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคิรีขันธ์, เกาะกระบุง จังหวัดตราด เป็น นิทานเรื่องนี้ใช้อธิบายที่มาของการเกิดภูมิลักษณ์ต่างๆ เช่น เกาะ หาดทราย คุ้งอ่าว และภูเขา รวมถึงสิ่งต่างๆ ในบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบน

เรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

ตำนานเรื่องก่องข้าวน้อยฆ่าแม่เป็นเรื่องเล่าของชาวอีสานที่เล่าต่อกันมาเป็นเวลานานซึ่งใครที่เป็นคนอีสานจริงๆต้องเคยได้ฟังเรื่องนี้มาแน่แต่ชาวบ้านบางคนก็ว่าเป็นแค่นิทานแต่หลักฐานในเนื้อเรื่องก็มีอยู่จริง เนื้อเรื่องก็ได้กล่าวไว้ว่านานมาแล้ว มีแม่ลูกยากจนคู่หนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ชายทุ่ง มีอาชีพทำนา ลูกชายเจริญวัยแล้วได้ช่วยแม่ทำนาและประกอบสัมมาชีพต่างๆ เลี้ยงดูมารดาซึ่งชราภาพมากแล้ว ลูกชายเป็นคนขยันขันแข็งในการงานพยายามที่จะกอบกู้ฐานะของครอบครัว ในฤดูทำนาลูกชายก็ออกไปไถนาตั้งแต่เช้าตามปกติทุกวัน ส่วนแม่เฒ่าก็เตรียมข้าวปลาอาหารไปส่งลูกที่ท้องนาทุกวัน อยู่มาวันหนึ่งลูกชายก็ออกไปไถนาตามปกติ ส่วนแม่เฒ่าตื่นสายจึงเตรียมข้าวปลาอาหารช้ากว่าทุกวัน ลูกชายไถนาอยู่ในนารู้สึกหิวข้าวมาก แม่ก็ยังไม่เห็นมาสักที ครั้นเมื่อแม่เฒ่ามาถึงพร้อมกับกล่องข้าวที่เคยใส่อาหารมา ด้วยความหิวลูกชายจึงมองเห็นก่องข้าวเล็กนิดเดียว คงไม่พอกิน จึงเกิดโทสะที่คิดว่าแม่นำข้าวมาเพียงนิดเดียวจะทำให้ตนไม่พอกิน แม่ช่างไม่เห็นใจที่ตนพยายามทำงานเพื่อกอบกู้ฐานะของครอบครัว ทั้งความหิวและความโกรธจนลืมตัว จึงได้หยิบไม้ท่อนหนึ่งมาตีแม่ แล้วจึงกินข้าวจนอิ่มแต่ข้าวก็ไม่หมดกล่อง จึงหวนคิดได้ว่าตนหิวจนตาลาย ได้กระทำร้ายแม่ไป จึงรีบมาอุ้มแม่ขึ้น แต่ปรากฏว่าแม่ได้สิ้นใจไปแล้ว เกิดความรู้สึกเสียใจที่ตนได้ทำร้ายแม่จนถึงตาย และได้มามอบตัวสารภาพผิดต่อเจ้าเมือง และขอบวชเพื่อไถ่บาป เจ้าเมืองก็อนุญาต เมื่อบวชก็ได้ปฏิบัติเคร่งครัดในวินัย พระภิกษุรูปนี้ได้เจริญภาวนาเป็นที่เลื่อมใสของคนทั่วไป ท่านได้ตั้งจิตที่จะสร้างพระธาตุเจดีย์เพื่อไถ่บาปแก่แม่ของตน ประชาชนทราบข่าวเรื่องนี้ ต่างก็มาช่วยกันสร้างพระธาตุเจดีย์สูงชั่วลำตาลจนสำเร็จ แล้วเรียกว่า “พระธาตุก่องข้าวน้อย” สืบมาจนทุกวันนี้